ปรากฏการณ์น้ำเขียว ที่เกาหลีใต้

โดย ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์

เกิดคำถามขึ้นว่าเป็น “ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ” จริงหรือไม่? หลังจาก NGO เกาหลีได้ให้ข้อมูลกับชาวไทย ว่าโครงการ 4 แม่น้ำ (4 rivers project) ของบริษัท K-water บริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติเกาหลี ที่ทำการ “พัฒนา” แม่น้ำสายหลัก 4 สายในประเทศของเค้า จนมีบางช่วงที่เกิดปรากฏการณ์ “น้ำเขียว” ในแม่น้ำเหล่านั้นจนต้องออกเตือนประชาชนให้ต้องต้มน้ำประปาก่อนรับประทาน ซึ่งบริษัท K-water ชี้แจงว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ลองมาวิเคราะห์กันดูว่าจริงหรือไม่? 

ก่อนอื่นคงต้องทำความเข้าใจกับ คำสำคัญเสียก่อนครับ

1.       โครงการ 4 แม่น้ำ (Four Major Rivers Project) : เป็นโครงการพัฒนาแม่น้ำสายหลัก 4 สายของประเทศเกาหลีซึ่งดำเนินงานโดนบริษัท K-water โครงการนี้ ทำการ “พัฒนา” แม่น้ำ โดยการขุดลอกให้มีความลึกเฉลี่ย 6 เมตร ขุดขยายแม่น้ำ ทำลายตลิ่งตามธรรมชาติและสร้างเขื่อนคอนกรีตริมตลิ่ง สร้างเขื่อนและฝายทดน้ำหลายแห่ง (รายละเอียดอ่านได้ในหน้า fb ของคุณ Lek Parinya) โครงการนี้ได้รับการต่อต้านจาก ngo และ นักอนุรักษ์ว่าเป็นการ “ฆาตกรรม” แม่น้ำมากกว่าการ “พัฒนา”  เนื่องจากทำลายระบบนิเวศของแม่น้ำให้กลายเป็นคูระบายน้ำขนาดยักษ์แทน   
2.       ปรากฏการณ์น้ำเขียว (Eutrophication, algal bloom):น้ำเขียวไม่ใช่น้ำแฟนต้า แต่เป็นปรากฏการณ์หนึ่งซึ่งสามารถเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติได้ แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นๆกันอยู่ มักจะเกิดขึ้นจากมนุษย์เสียมากกว่า น้ำเขียวจะเกิดขึ้น เมื่อในน้ำมีแร่ธาตุมากเกินกว่าที่พืชน้ำหรือสาหร่ายขนาดใหญ่ หรือระบบบำบัดน้ำเสียตามธรรมชาติจะรองรับได้ (เช่นเกิดจากน้ำเสียจากบ้านเรือนหรือโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยลงไปในคลอง น้ำฝนที่ชะเอาปุ๋ยจากพื้นที่เกษตรลงมา) เมื่อเป็นอย่างนั้น สิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นสาหร่ายเซลเดียว (ซึ่งแขวนลอยอยู่ในน้ำ) และ กลุ่มสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (cyanobacteria, ซึ่งเป็นกึ่งพืชกึ่งแบคทีเรีย แขวนลอยเหมือนกัน) ซึ่งกินอาหารได้เร็วกว่า จะเติบโตเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้น้ำกลายเป็นสีเขียวขุ่น สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กพวกนี้ เติบโตเร็ว ขยายพันธุ์เร็ว และมีอายุสั้น เมื่อตายก็จะจมลงสู่ก้นแม่น้ำ กลายเป็นสารอาหารที่เพิ่มขึ้น ก็จะยิ่งทำให้น้ำเสียเข้าไปอีก โดยเฉพาะด้านล่าง ซึ่งจะเกิดการหมักหมมทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลง เกิดแก๊ซพิษ ทำให้แสงแดดไม่สามารถส่องทะลุผ่านผิวน้ำได้ (ซึ่งทำให้พืชน้ำและสาหร่ายขนาดใหญ่เติบโตไม่ได้และกีดขวางกระบวนการหมุนเวียนของน้ำในแนวตั้งตามธรรมชาติ)  และทำให้น้ำเสีย สัตว์น้ำส่วนใหญ่ (กุ้ง หอย ปู ปลา) ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้

แล้วโครงการ 4แม่น้ำ กับน้ำเขียวเกี่ยวกันหรือไม่? 

จากข้อมูลที่ได้มา พอจะเชื่อมโยงกันได้ดังนี้
1.       การทำลายพื้นที่ริมตลิ่งซึ่งมีพืชน้ำและพืชชายน้ำขึ้นอยู่ รวมทั้งพื้นที่ชุ่มน้ำ ทำให้มีพืชที่จะช่วยดูดซึมแร่ธาตุออกไปจากน้ำน้อยลง นอกจากนั้นการทำลายต้นไม้ใหญ่ริมตลิ่งยังทำให้แสงแดดส่องโดนน้ำมากขึ้นด้วย
2.       การขุดให้แม่น้ำมีขนาดและความลึกเท่ากัน ทำให้น้ำไหลช้าลง มีโอกาสที่จะสะสมแร่ธาตุจนมากเกินพอดีได้นานขึ้น (มีรายงานว่าแม่น้ำไหลช้าลงเกือบ 10 เท่า) และการที่น้ำไหลช้าลงหมายถึงว่ามีการหมุนเวียนให้อากาศละลายลงไปในน้ำได้น้อยลง
3.       การสร้างเขื่อนและฝาย ทำให้น้ำเกือบหยุดนิ่งในบางฤดูกาล ซึ่งทำให้เกิดการสะสมแร่ธาตุได้อย่างรวดเร็ว
4.       การทำลายระบบนิเวศของแม่น้ำทำให้ปลาบางชนิดที่กินแพลงตอนพืชได้มีจำนวนน้อยลง
เมื่อสรุปได้ดังนี้แล้ว จึงมองว่า ปรากฏการณ์น้ำเขียวที่เกิดขึ้นในแม่น้ำของประเทศเกาหลี หลังจากโครงการ 4 แม่น้ำ จึงมิได้เป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติล้วนๆ ตามที่มีการกล่าวอ้าง แต่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้น เนื่องจากการที่ระบบนิเวศถูกทำลายจากโครงการดังกล่าว

เค้ากำลังจะทำแบบนั้นกับแม่น้ำเจ้าพระยาหล่ะพวกเรา! 

Comments

ความคิดเห็น

ความเห็นที่ 1

บอกพี่คณะคนนั้นสิครับ (ใช่ครับ ผมหมายถึงคนที่คุณคิดนั่นแหละ)
กับเรื่องเขื่อนด้วย  หุหุ ( = เสียงหัวเราะขื่น ๆ )

ความเห็นที่ 1.1

ไม่รู้ว่าหมายถึงใครจริงๆครับ

ความเห็นที่ 1.2


อ้าว ! ขอโทษครับ ผมเข้าใจว่าคุณนณณ์จบตรีประมง ถ้าบอกว่าเป็นรุ่นพี่ประมง มุขนี้มันไม่ยากน่ะครับ
ผมหมายถึงxxนี่น่ะครับ ที่ประพฤติดีอย่างร้ายแรง จนได้เป็นรองนายกฯ
http://manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9560000058565
ได้คุมโครงการจัดการน้ำ  ( ?  หรืออาจบางทีจะเป็นแค่ตัวหลอก - ตัวชน )

ขออภัยที่ตอบกลับช้า captcha ตอนนั้นมันอ่านไม่ออก มันประหลาดมาก
และขออภัยอีกอย่าง ที่ผ่านมาผมโพสต์โดยไม่เคยลงอีเมล์เลย

เป็นแค่คนเล็ก ๆ ไม่ได้คิดปิดบังตัวตนซักเท่าไหร่หรอกครับ ( = คิดปิดอยู่บ้าง 555 )
ไว้ตอนผมมีรูปจะลง แล้วค่อยขอสมัครสมาชิก

แต่ก็อย่างที่เคยโพสต์ไว้ ผมตามอ่านที่นี่อยู่เสมอนะครับ

ความเห็นที่ 2

เสริมเรื่อง algal boom อีกหน่อย
จริงๆแล้วผลกระทบจากปรากฏการณ์นี้ไม่ต้องรอนานขนาดให้น้ำเน่าจากซากสาหร่ายเซลเดียวที่ทับถม 

จากความจริงที่ว่า สาหร่ายเซลเดียวพวกนี้ (รวมถึงพืชทั่วไป) จะต้องหายใจใช้ออกซิเจนตลอดเวลา ซึ่งในเวลากลางวันสาหร่ายจะสังเคราะห์แสงจนเกิดออกซิเจนปริมาณมาก(เกินกว่าที่มันใช้หายใจ) จนทำให้น้ำมีออกซิเจนมากเกินพอ แต่อย่างไรก็ตามออกซิเจนในน้ำก็จุได้แค่ราว 7 มก ต่อ ลิตร ดังนั้นออกซิเจนส่วนเกินก็จะลอยออกสู่อากาศ ... แล้วในเวลากลางคืน สาหร่ายพวกนี้จะหยุดสังเคราะห์แสง แต่พวกมันยังคงหายใจใช้ออกซิเจนอยู่ เมื่อมีสาหร่ายเซลเดียวปริมาณมากปรากฏขึ้นจึงเกิดการใช้ออกซิเจนปริมาณมาก เกินกว่าที่ออกซิเจนที่ยังเหลืออยู่ในน้ำจะเพียงพอ ทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจน ซึ่งมีผลทำให้สัตว์น้ำ "ตาย" 

ความเห็นที่ 3

ถ้าจัดการน้ำตามแบบที่ทำให้เกาหลี หายนะเกิดแน่ ! ขอเอาไปแชร์นะครับ